
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านให้ความเคารพหลวงพ่อสดมากและกล่าวยกย่องสรรเสริญไว้หลายครั้ง แต่ท่านไม่เคยกล่าวถึง “วัดพระธรรมกายเลย” ยกเว้นข้อความต่อไปนี้
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ กล่าวถึงวัดพระธรรมกาย เมื่อครั้งท่านได้รับนิมนต์ไปในฐานะวางศิลาฤกษ์ วัดพระธรรมกาย
“….ท่านเจริญพระกรรมฐานกันยังไง ทำไมถึงแบกกิเลส ต้องการลาภ ต้องการยศกัน..”
และยังกล่าวถึงคุณวรณี สุนทรเวช ผู้บริจาคที่ให้วัดพระธรรมกายว่า
“…พระถมเถไป กรรมอะไรของท่านหนอ ที่ไปเจอะเอาพระจันไร แบบนี้เข้า ..”
รายละเอียดถอดความฉบับเต็ม…
ที่นี้เรื่องมาชนกับผมเองบ้าง คือว่าอาจารย์วรณี นี่ถวายที่ไว้แก่พระชุดหนึ่งที่คลองสามรังสิต จะเป็นเนื้อที่กี่ไร่นี่ผมจำไม่ได้ เนื้อที่มาก และก็กำลังจะสร้างพระอุโบสถ เอาช่างเขียนแปลนเสร็จ เอาช่างไปแล้ววางผังขุดหลุมจะเทรากฐานกำลังจะตอกเข็มแล้วก็มีความประสงค์จะวางศิลาฤกษ์
สำหรับวัดนี้นอกจากอาจารย์วรณีจะให้ที่แล้ว ยังออกเงินให้ในการก่อสร้างทั้งหมด ทะนุบำรุงวัดนั้นทั้งหมด ที่หมดไปแล้วจำไม่ได้เนื้อที่ เพราะว่าคิดว่าจะเกินกว่าร้อยไร่แล้วก็ยังจะให้ เมื่อก่อสร้างแล้วก็ยังไม่พอ ยังจะให้เงินเป็นมูลนิธิสำหรับวัดนั้นอีกซัก ประมาณ สิบล้านหรือสิบล้านเศษผมจำไม่ได้ ก็สิบล้านน่ะสิบล้านแน่ แต่ว่าจะเศษเท่าไรนี่ผมจำไม่ได้
ทีนี้การจะวางศิลาฤกษ์ของท่าน ไม่ทราบว่าท่านมีความรู้สึกยังไง จะนิมนต์ผมไปในฐานะเป็นผู้วางศิลาฤกษ์ ทีนี้ความจริงพระที่วัดนั้นก็เคยมาหาผม ท่านทำท่าเหมือนว่าจะเป็นบัณฑิต ตามที่ทราบมาว่าเป็นนิสิตเกษตร สำเร็จปริญญาจากเกษตรฯ เวลาท่านมาหาท่านบอกว่าท่านต้องการอภิญญา แต่ผมเองเรื่องอภิญญาสมาบัตินี่ ใครอย่ามายุ่งกับผม ผมไม่เอาด้วย ผมไม่ได้เห็นชอบด้วย ผมก็คุยให้ท่านฟังว่า ท่านต้องการอภิญญาก็ปฏิบัติตามนั้น ตามแบบฉบับ หรือว่าแบบปกติ ท่านทำท่าเหมือนว่าจะเลื่อมใส แต่คนอย่างผมนี่ใครจะเลื่อมใสหรือไม่เลื่อมใสผมก็ไม่สนใจ ถามมาผมก็บอกไปเป็นอันว่าเมื่อถึงเวลาที่จะวางศิลาฤกษ์ ผมก็ไม่ทราบเหตุมาก่อน แต่ไปได้ทราบทีหลัง เขาบอกว่ามีข่าวไปที่นั่นว่า ผมกับเจ้ากรมสื่อสารทหารอากาศคือเวลานั้นได้แก่ พลอากาศตรีหม่อมราชวงศ์เสริม สุขสวัสดิ์ เวลานี้ท่านเป็นพลอากาศโทเป็นเจ้ากรมสื่อสารทหาร จะยกกำลังไปยึดวัดเอามาเป็นวัดของตน
นี่ต้องคิด ข่าวนี้ต้องคิด ทำเหมือนกะว่ามันทำง่าย ๆ เจ้าของเขาก็มี ไอ้ที่ดินเขาก็มีโฉนด พระก็มีปกครอง ผมจะย่องไปยึดวัดของเขานี่ข่าวล่วงหน้าไปก่อน ก็ไม่ทราบว่าข่าวไปจากไหน แต่เนื้อแท้จริง ๆ ท่านเจ้าภาพนิมนต์ผมไปวางศิลาฤกษ์ไอ้เรื่องนี้สนุกคุณ พวกคุณฟังกันแล้วก็ ทำกำลังใจให้ดีนะ ลองคิดว่า ถ้าถูกเขาแบบนั้นบ้างคุณจะวางใจแบบไหน นี่ไม่ใช่พราหมณ์หวงลูกศิษย์เฉย ๆ แ ต่ เ ป็ น พ ร า ห ม ณ์ ห ว ง ส ม บั ติ ด้วย
เมื่อเวลาไปถึงตอนเช้า ผมก็แปลกใจที่มีนิสิตนักศึกษาของเกษตรเป็นกลุ่มใหญ่ยืนอยู่หน้าทาง มีวิทยุติดต่อกัน ผมน่ะอยู่ไกลฟังไม่รู้เรื่อง ผมก็เดินเรื่อยเข้าไปตามเรื่อง มีคนนำ แต่ทีนี้คนที่อยู่ใกล้ ๆ กับพวกนิสิตนักศึกษาเกษตรเขามาเล่าให้ฟังว่า ผมกับเจ้ากรมสื่อสารทหาร กับคณะเดินลงไปเข้าเขต เขาวิทยุถามกันไปว่า เวลานี้พระมหาวีระมาแล้ว จะอนุญาต.. ยอมให้เข้าหรือไม่ยอมให้เข้า ไอ้ความจริงผมไม่รู้เรื่องกับเขาเลย เขายอมหรือไม่ยอมก็ไม่รู้ มันเรื่องอะไร ผมก็ไม่รู้ แต่ว่า(เขา)คงได้รับคำตอบมาจากทางโน้นบอกว่า ยอมให้เข้า เมื่อยอมให้เข้าไปแล้ว ยอมหรือไม่ยอมก็ไม่มีใครเข้ามาห้ามผม ผมก็เดินไปตามคนเขานำ เมื่อเข้าไปถึงข้างในแล้วก็มีอาการแปลก แต่ผมก็มองดูเฉย ๆ เหมือนกับว่าไม่มีใครเขาสนใจ
เจ้าภาพเองเนี่ยให้เงินตั้งสิบล้านเป็นมูลนิธิแล้วบริจาคที่อีกนับราคาหลายล้าน และให้เงินอีกหลายล้านในการก่อสร้าง กำลังจะตอกเข็ม ทั้งพระ ทั้งเจ้าหน้าที่ในนั้นก็ไม่ได้สนใจ นี่ผมก็แปลก ไปเกือบจะหาที่นั่งจะไม่ได้
เวลานั้นเจ้าคุณวัดปากน้ำภาษีเจริญปัจจุบัน (ปัจจุบัน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วง วรปุญฺโญ ) เจ้าคุณเจ้าอาวาส และพระที่นั่นก็มาจากวัดปากน้ำภาษีเจริญ แล้วท่านเป็นเจ้าอาวาสด้วย กำลังเป็นเจ้าคณะตรวจการภาควัดภาษีเจริญด้วย เป็นเจ้าคณะตรวจการภาคสาม แล้วก็ตอนที่ผมไป ย้ายไปอยู่ภาคสิบห้าแล้ว ท่านมานั่งสวดมนต์อันดับแรก ที่พวกเราเข้าไปกันเกือบจะหาที่นั่งไม่ได้เป็นอันดับแรก ในระยะต่อมา ท่านเจ้าคุณ ท่านก็บอก “นิมนต์ ท่านมหานิมนต์นั่งที่นี่สิขอรับ มาสวดมนต์ด้วยกัน”
ท่านก็ขยับที่ให้ในฐานะที่ผมอาวุโสมากกว่าท่าน ผมก็เรียนกะท่านว่า “ เขาไม่ได้นิมนต์ผมมาสวดมนต์ ก็ไม่จำเป็นหรอกครับ ” ผมก็นั่งตามที่ที่เขาจัดให้
ต่อจากนั้นไปเรื่องมันก็เกิด โอละพ่อกันขึ้น เป็นอันว่าพระที่ ที่เจ้าภาพยกที่ให้ ตั้งท่า ตั้งท่าพิเศษ บอกว่าขอให้มาทำเงื่อนไขกันก่อน อันดับแรก เขาเชิญพวกเดียวกันมาประชุมต่อหน้าเจ้าคุณ แล้วก็เธอเชิญท่านเจ้าภาพ ท่านเจ้าของที่ผู้ให้เงินในการก่อสร้างนับล้าน และก็จะให้เงินเป็นมูลนิธิอีกสิบล้าน คืออาจารย์วรณี สุนทรเวช เข้าไปร่วมประชุมกันต่อหน้าแขกทั้งหมด
อันดับแรกเขาก็ยื่นเงื่อนไขว่า “ ขอให้พระองค์นี้ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ ” พูดกับท่านเจ้าคุณใหญ่ หรือว่าอาจารย์วรณี สุนทรเวช ผมก็แปลกใจว่า เอ๊ะ สำนักนี้เขาสอนพระกรรมฐานกันนี่ ทำไมอยากเป็นเจ้าอาวาส เป็นหรือไม่เป็นมันก็เป็นอยู่แล้ว อาจารย์วรณี สุนทรเวช ก็บอกไม่เป็นไร “ ถ้าท่านต้องการเป็นเจ้าอาวาสก็สุดแล้วแต่ท่านเจ้าคุณใหญ่ ”
อีกองค์หนึ่งบอกว่า “ ถ้าอย่างนั้นเมื่อตกลงแล้วก็ต้องให้อาตมาเป็นรองเจ้าอาวาส ”
นี่ยื่นเงือนไขกันแปลก ๆ ความจริงอาการอย่างนี้ พระในพระพุทธศาสนาเขาไม่ทำกัน ผมก็นั่งดู อาจารย์วรณี สุนทรเวช ท่านก็ไม่คัดค้าน บอกว่า “ ตามใจ วัดนี้ฉันถวายพระพุทธศาสนา ก็สุดแล้วแต่ท่านเจ้าคุณใหญ่”
ถ้าหากว่าผมฟังไม่ผิดนะ นั่งไกล
แล้วต่อไปก็มีการวางเงื่อนไขอีกว่า การวางศิลาฤกษ์วันนี้ ต้องไม่ใช่มหาวีระวาง ขอให้ท่านเจ้าคุณใหญ่เป็นคนวางศิลาฤกษ์ ตอนนี้รู้สึกว่าคณะของท่านเจ้าภาพ จะหน้าไม่ดี แต่ผมก็บอกไปว่า การวางศิลาฤกษ์ไม่สำคัญ มาวันนี้ ท่านเจ้าภาพนิมนต์มา แต่ถ้าว่า ถ้าไม่ให้วางก็ไม่เป็นไรหรอก ผมก็ไม่อยากวาง ไอ้วางศิลาฤกษ์ เอาหินไปวาง ๆ ผมไม่เห็นมันมีประโยชน์ ไม่เห็นมันมีอะไร
แต่ขณะนั้น คนที่ฟัง ๆ กัน เขารู้สึกว่า เขาสงสารผม แต่ผมไม่เคยสงสารตัวผมเองเลย เพราะว่าไอ้เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ผมโดนมาหนักกว่านั้น แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า
ท่านเจริญพระกรรมฐานกันยังไงทำไมถึงแบกกิเลสต้องการลาภต้องการยศกัน
นี่ผมนั่งปลงธรรมสังเวชของผมคนเดียว แต่ว่าคนอื่นนั่นน่ะเขาสงสารผม เขาคงจะสงสารในฐานะที่ผมนี่ถูกนิมนต์ไปให้วางศิลาฤกษ์ แต่ว่าทางวัดนั้น ไม่ต้องการให้ผมวางศิลาฤกษ์ ไอ้คนอื่นเขาสงสารผม ผมกลับไปสงสารพระที่วัดนั้น และท่านเจ้าคุณวัด.. เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพราะว่าท่านในฐานะเป็นผู้ใหญ่ท่านคงจะอายมาก
แล้วผมก็ไปสงสารเจ้าภาพว่า เจ้าภาพทุ่มเทเนื้อที่ไป ผมเข้าใจว่าถึงร้อยไร่น่ะครับ ผมจำไม่ได้ เนื้อที่มากจริง ๆ แล้วก็ทุ่มเทงานก่อสร้างเข้าไปเป็นล้านแล้ว แต่ทว่าพระที่ให้ไปอยู่ที่นั่น กลับเป็นฝ่ายยื่นโนติ๊ส จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ พอท่านบอกว่าต้องยอมให้องค์นั้นเป็นเจ้าอาวาส และต้องยอมให้องค์นี้เป็นรองเจ้าอาวาส อันนี้ผมอายชาวบ้านเขาเกือบตาย เพราะว่าชาวบ้านที่นั่งอยู่ที่นั้นนับร้อย
ผมรู้สึกอายจริง ๆ ขอรับ ไม่ได้อายชาวบ้านเขาในฐานะที่ผมไม่ได้วางศิลาฤกษ์ อันนี้ไม่เกี่ยว ผมไม่มีความรู้สึก อายเขา ไม่คิดเลยว่าพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจะเป็นอย่างนั้น และก็อายแทนท่านเจ้าคุณใหญ่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่ลูกศิษย์ของท่าน สามารถยื่นโนติ๊สกับท่านแบบนั้น และก็อายแทนท่านเจ้าภาพผู้บริจาคทรัพย์ ว่าท่านบริจาคทรัพย์เนื้อที่มาก ราคานับล้าน และก็บริจาคทรัพย์ในการก่อสร้างไปแล้วนับล้าน กำลังจะสร้างพระอุโบสถอีกราคานับล้าน นายช่างก็วางผังแล้ว กำลังจะตอกเข็ม มาเกิดยุ่งกันตอนนี้ แม้แต่ข้าวพวกเราก็เกือบจะไม่มีกินกัน นี่สมมติว่าเป็นกำลังใจของท่าน ถ้าไปโดนเข้าแบบนี้ ท่านจะนึกโกรธใครสักคนมั๊ย
นี่เอาเรื่องจริง ๆ กันมาพูดนะ ท่านทั้งหลายที่กำลังศึกษาอยู่เวลานี้ก็เหมือนกัน ต้องเตรียมตัวเตรียมใจในอาการอย่างนี้ไว้ด้วย ว่าการที่เราถูกเชิญไปในที่ต่าง ๆ นี่เราต้องระมัดระวังไว้ ว่าดีไม่ดี งานที่เขามอบหมายให้เราน่ะ มันอาจจะกลายเป็นประเภทผม แต่ผมโดนมาซะเยอะ มันช่ำ โดนมาจนหนังชา ชาจนถึงที่สุด จนเวลานี่ไม่ชาแล้ว มันหมดความรู้สึก เมื่ออาการอย่างนี้ปรากฏ ผมก็สงสาร แทนที่ผมจะอาย แต่ผมไม่อายใครเลย ท่านรู้สึกมั๊ยว่า ผมหน้าด้านมาก
ใจของผมเวลานั้น มันสบาย ๆ ชอบกล ไม่มีความรู้สึกอะไร แต่กลับไปสงสารคนอื่น คนอื่นเขาสงสารผม คงจะสงสารในฐานะที่เสียหน้าที่เขาไม่ยอมให้วางศิลาฤกษ์ แต่ท่านเจ้าภาพก็พยายาม กระทั่งสุดท้ายก็ให้เอา ไปพรมน้ำมนต์แล้วก็โปรยข้าวตอก ดอกไม้ ผมสงสารท่านเจ้าภาพ แล้วก็ไปสงสารพระชุดนั้น สงสารท่านเจ้าคุณใหญ่วัดปากน้ำภาษีเจริญ มามองดูหน้าท่านแล้ว รู้สึกว่าท่านสลดมาก เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านคาดไม่ถึง ว่าลูกศิษย์ของท่านจะทำอย่างนั้น ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ แต่ว่าท่านจะมีความรู้สึกอย่างผมหรือไม่นี่ผมไม่ทราบ นี่ผมคิดเอาเอง
แล้วผลงานต่อไป ที่มันจะพึงเกิดขึ้นกับพระประเภทนั้น นั่นก็คือ เจ้าภาพจะทำการสร้างโบสถ์ราคาเป็นล้าน ช่างก็ไปแล้ว เข็มเขิมไปแล้วเสร็จ งานสร้างโบสถ์หลังนั้นถูกงด คือไม่มีการสร้างต่อไป เจ้าภาพท่านตัดสินใจว่า ส่วนใดที่เสีย เสียแล้วเสียไป แต่ของใหม่ไม่ให้ ก็คือบอกเลิกการก่อสร้างพระอุโบสถกับช่างแล้วในการต่อมาทราบว่าเงินมูลนิธิสิบล้าน ที่ท่านจะให้ ท่านก็ถอดใจไม่ยอมให้เสียเลย เอาเงินจำนวนนี้ไปก่อสร้างถาวรวัตถุใหม่ที่อื่น คือ เป็นศาลาการเปรียญที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ กับวัดอะไรอีกวัดหนึ่ง ที่เจ้าคุณวิเชียรไปเป็นเจ้าอาวาส เป็นอันว่าพระคณะนั้นที่มีความมุ่งมาด อยากจะได้ทรัพย์สินประมาณสักสิบล้านบาทมูลนิธิ ก็ไม่ได้
แต่ก่อนที่ไม่ได้นั่นน่ะ มันมีอย่างนี้อีก คือท่านเจ้าภาพมาบอกให้ผมฟัง บอกว่า พระวัดนั้นนั่นแหละ ที่เป็นวัดของท่านสร้างให้ เมื่อท่านถอน อ้า เมื่อท่าน เรียกว่า ในระยะแรกที่เป็นการตกลงว่าใครต้องเป็นเจ้าอาวาสกันมาแล้ว หลังจากนั้นงานเสร็จผ่านไป ก็มาขออนุญาต เงินที่เขาฝากไว้ที่ธนาคารใด ธนาคารหนึ่ง จะขอย้ายจากธนาคารนี้ไปธนาคารโน้น อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ ว่า ทำไมจะต้องการแบบนั้น มาทราบจากเจ้าหน้าที่ธนาคารคนหนึ่งบอกว่า ถ้าย้ายเงินจากธนาคารนี้ไปธนาคารโน้น มันได้อะไรค่าคอมมิชชั่น ค่ารางวัลอะไรก็ไม่ทราบ ได้เงินเป็นกรณีพิเศษ ก็อย่างนั้น ผมก็ไม่รู้
ถ้าหากอาการอย่างนั้นปรากฏล่ะก็ ทำใจให้สบาย แล้วก็จงเตรียมตัวเตรียมใจไว้ตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป ว่าอาการอย่างที่ผมพูดมานี่ แล้วก็อาการอีกตั้งหลายอย่าง ท่านทั้งหลายที่ยังมีชีวิตจะต้องผ่านไปอีกมาก จะต้องประสพพบเห็น และอาจจะได้กะตัวเองของท่าน ถ้าอาการอย่างนั้นปรากฏ ถ้ามีใครเขามานิมนต์ไปก็ดี เชิญไปในกิจการงานอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ขอให้ไปตามหน้าที่ของพระ ทำใจให้สบาย ๆ คิดว่างานนี้เขาให้เราทำ เราก็ทำ ถ้าไปแล้วเขาไม่ให้เราทำ เราก็ไม่ทำ อย่าทำกำลังใจให้มันเสีย อย่าไปโกรธคนนั้น อย่าไปคิดว่าคนนี้ ถ้าไป.......(ชมคลิปเต็มๆ)
ที่มา: http://headshot.tnews.co.th/contents/190833/